ปัญหา วัยรุ่นไม่ชอบอ่านหนังสือ

  ปัจจุบันวัยรุ่นไทยอ่านหนังสือน้อยลง แต่ส่วนใหญ่จะอ่านแต่ตำราเรียน และส่วนใหญ่ก็จะอ่านตอนใกล้จะสอบเท่านั้น อย่างที่ผู้ปกครองบอกบุตรหลานว่า อ่านหนังสือเยอะๆนะจ้ะ จะได้ทำข้อสอบได้ จะได้เรียนมหาลัยดีๆเป็นการปลูกฝังให้เด็กอ่านแต่ตำราเพื่อการแข่งขัน    หนังสืออย่างอื่นที่อ่านก็เป็นพวกนิตยสารบันเทิง แฟชั่น ซึ่งมีภาพมากกว่าตัวหนังสือด้วยซ้ำไป  คนที่อ่านหนังสือจะถูกมองว่าเป็นคนเชย เห่ย ไม่ตามแฟชั่น   ถามหลายคนว่าทำไมถึงไม่อ่านหนังสือ เขาก็บอกว่าไม่มีเวลาบ้างหละ น่าเบื่อบ้างหละ หนังสือแพงบ้าง คำตอบพวกนี้ สิบๆ ปีมาแล้วยังได้คำตอบเหมือนเดิม   สำนักสถิติแห่งชาติ  สำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.. 2551 ปรากฏว่าการอ่านของประชากรอายุ ๖ ปีขึ้นไปลดลงจาก พ.ศ. 2548 จาก 69.1 %  ลดลงมาเหลือ 66.3 %

ดูได้จาก แผนภูมินี้


 

 

 

 

และเมื่อดูจากตารางอีกอันหนึ่ง จะพบว่ากลุ่มเยาวชนนั้นอ่านหนังสือ เยอะพอสมควร

 


 

แต่ถ้าเราดูว่าที่อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์อาจเป็นเพียงแค่การอ่านข่าวหน้าหนึ่ง    แล้วการรวมนวนิยาย /การ์ตูน / หนังสืออ่านเล่น  เข้าด้วยกันแล้วทำให้สถิติการอ่านสูงขึ้นมาทันที แล้วถ้าแยกการ์ตูน กับหนังสืออ่านเล่นและนวนิยายออกจากกันจะเหลือสักเท่าไหร่เชียว 

 นิตยสารคือสิ่งพิมพ์ที่วัยรุ่นอ่านมากที่สุด แล้วนิตยสารส่วนใหญ่จะเป็นนิตยสารแฟชั่น และนิตยสารดารา  ซึ่งบางฉบับมีภาพเยอะกว่าตัวหนังสือด้วยซ้ำไป  และเมื่อรวมกับความหมายของการอ่านที่สำนักสถิติแห่งชาติ ที่นิยามไว้ว่า การอ่านหนังสือ หมายถึง การอ่านหนังสือทุกประเภทนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน รวมทั้งการอ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ซีดี ฯลฯ ยกเว้น SMS หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)” จึงบอกได้เลยว่าการอ่านของคนไทยนั้นยังห่างไกล จาก ๑๐ เล่ม ที่รัฐบาลตั้งไว้หลายปีแสง

 

 

 การที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบอ่านหนังสือมีสาเหตุมากจากหลายสิ่ง จากที่ผมวิเคราะห์สิ่งต่างๆได้ดังนี้

๑.      เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามาทำให้วัยรุ่นไกลหนังสือไปทุกที่พวกผู้ใหญ่ก็ยกย่องว่าคอมพิวเตอร์นี้แหละดี เป็นดั่งห้องสมุดมีเรื่องให้อ่านมากมาย  แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อหาความบันเทิง คุยกับเพื่อน เด็กยุคคอมพิวเตอร์ ติด Social Network หรือเครื่อข่ายสังคมออนไลน์  หรือจะพูดภาษาทั่วไปว่า พวก Hi5 , Facebok , Webboard ,MSN เป็นต้น นอกจากเวปไซต์เหล่านี้ ยังมีเกมออนไลน์ มากมายที่เปิดใหม่อยู่แทบทุกเดือน  ผู้หญิงส่วนมากจะติด Hi5 Facebook นอกจากคุยกับเพื่อนดูรูปแล้วเวปไซต์พวกนี้ยัมีเกมให้เล่น หลายคนใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ๕ ชั่วโมง  ผู้ชาย ก็ติดเกมออนไลน์อย่างมากดูได้จากปริมาณ ร้านอินเตอร์เน็ตที่พุดยังกับดอกเห็ดทุกหนแห่ง บางอำเภอตามต่างจังหวัดไม่มี เซเว่นอีเลเว่น แต่มีร้านอินเตอร์เน็ต 

๒.      Google เสิร์ชเอ็นจิ้น ที่ช่วยให้เราท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้สะดวก และหาสิ่งที่เราสนใจได้ทุกอย่าง เด็กไทยเราใช้อย่างไม่ฉลาด คือไม่ใช้สมองทำรายงาน เขา Copy & Paste หรือคัดลอกแล้ววางแปะๆ แทบจะไม่อ่านเนื้อหาสาระเลยด้วยซ้ำไป เขาจึงไม่ไปค้นหาในห้องสมุด เมื่อก่อนรายงานต้องเขียนด้วยมือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ เด็กจะทำรายงานก็ต้องไปยืมหนังสือจากห้องสมุดมาอ้างอิงเป็นข้อมูลจึง รู้จักใช้ห้องสมุดและอ่านหนังสือ

๓.      การไปเรียนพิเศษกวดวิชา นักเรียนสมัยนี้นิยมไปกวดวิชาตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ เพราะการเข้ามหาวิทยาลัยในสังคมไทย คือใบเบิกทางว่าจบมาจะมีงานที่ดี เมื่อเด็กต้องใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปกวดวิชา ที่สถาบันต่าง มากกว่า ๓ ชั่วโมงต่อวัน กลับบ้านมาจะเอาแรงที่ไหนไปอ่านหนังสือ เพราะถึงบ้านอาบน้ำกินข้าวก็ต้อง เล่นคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็ทำการบ้าน อ่านตำราเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย  วันเสาร์ อาทิตย์ที่เป็นวันหยุด ก็ต้องไปกวดวิชา เลิกจากกวดวิชาก็ไปเดินห้างฯกันเพราะสถาบันส่วนใหญ่มักอยู่ใกล้ห้างสรรพสิ้นค้า

๔.     ติดโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์เป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เกิดมีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เพราะเราอาจเห็นวัยรุ่นบางคนคุยโทรศัพท์ทั้งวันได้

๕.     ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการกินเหล้าสูบบุหรี่ เป็นสิ่งที่เท่ ดี โก้ เด็กสมัยนี้กินเหล้าไวกว่าเดิมมาก ดูได้จากเด็กวัยรุ่นนิยมไปกินเหล้าตามร้านเหล้ามากขึ้น มีร้านเหล้าปั่น แทบทุกแห่งที่วัยรุ่นชอบไปเดินเที่ยว และเด็กพวกนี้ก็ไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี  คิดว่าตนมีอิสระ กินเหล้าไม่ได้หนักหัวใคร

๖.      ข้ออ้างที่ว่าอ่านหนังสือแล้วง่วงนอน นั้นอาจเกิดจากสาเหตุที่ ชอบอ่านหนังสือตอนเวลากลางคืน หลังจาก เรียนหนังสือ กวดวิชา เล่นอินเทอร์เน็ต คุยโทรศัพท์ ฯลฯ เสร็จหมดแล้ว ก็ค่อยหยิบหนังสือมาอ่าน ก็ทำให้หมดแรงที่จะอ่าหนังสือก็ต้องนอนพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวไปเรียนหนังสือในวันรุ่งขึ้น

๗.     ในชนบทจะหาหนังสือนั้นยากลำบาก แม้จะมีห้องสมุด อำเภอแต่หนังสือส่นใหญ่ก็เป็นหนังสือพิมพ์ วารสารราชการ  หนังสือการเกษตร เป็นต้น เด็ก ก็จะไม่อยากเข้าห้องสมุดเพราะว่าในนั้นมันไม่มีสิ่งที่เขาสนใจ ห้องสมุดในโรงเรียนก็มีแต่หนังสือเก่ากับหนังสือบริจาค ที่ไม่ได้เหมาะกับวัย จากประสบการณ์ของผม พบนิตยสารแพร มากกว่า ๕๐ เล่มในห้องสมุดโรงเรียนประถม

๘.     การดูทีวี ประเทศไทยก็ติดอันดับต้นๆที่มีคนดูทีวีมากที่สุดในโลก และรายการทีวีที่ส่งเสริมการอ่านแทบจะหาดูไม่ได้ หรือถ้ามีก็อยู่ช่อง 11 ช่อง TPBS  ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ดูกัน ส่วนใหญ่หลังจากดูข่าวก็ ดูละครหลังข่าวกัน เมื่อจบละครหลังข่าว ๒ ชั่วโมง ก็ดูรายการวาไลตี้ เกมโชว์ อีกประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง ก็สี่ห้าทุ่มแล้ว คนส่วนใหญ่เสียเวลา ๓ ๔ ชั่วโมงไปกับการดูทีวี  

 

 

วิธีการส่งเสริมการอ่านนั้นก็มีหลายวิธี จากการสำรวจความคิดเห็นของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับวิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่านหนังสือ พบว่า วิธีการรณรงค์ที่ได้รับการเสนอแนะมากที่สุด 5 ลำดับแรกคือ

หนังสือควรมีราคาถูกลง ร้อยละ28.7

หนังสือควรมีเนื้อหาสาระน่าสนใจร้อยละ 22.0

ควรมีห้องสมุดประจำหมู่บ้านหรือชุมชนร้อยละ 19.8

ส่งเสริมให้พ่อแม่ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านหนังสือร้อยละ19.3

และภาษาที่ใช้ในหนังสือควรใช้ภาษาง่าย ๆ สื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ ร้อยละ 13.1           

แต่ประเทศเราก็ยังไม่สามารถทำให้สถิติการอ่านเพิ่มขึ้นได้

จากข้อแรกทำให้พอจะเดาได้ว่าคนไทยเห็นหนังสือเป็นสินค้าที่มีราคาแพงไม่คุ้มถ้าจะซื้อ ถ้าเรามองย้อนกลับไปว่าหนังสือ เล่มหนึ่งซื้อเหล้าไทยได้ขวดหนึ่ง และถ้าเป็นเหล้านอกบางยี่ห้อเราสามารถได้หนังสือดีๆ หลายเล่มเลยทีเดียว

ข้อสองที่ว่าหนังสือควรมีเนื้อหาสาระน่าสนใจ ตามร้านหนังสือให้ห้างฯ หนังสือที่ขายดีที่สุดคือ สแกนกรรม   เนื้อหาสาระในความคิดของคนส่วนใหญ่คือเรื่องแปลก ผีสาง หรือสิ่งที่วิทยาศาตร์อธิบายไม่ได้ ไม่ตรงกับหลักศาสนา อย่างนั้นหรือ

 

ข้อสามห้องสมุดหมู่บ้านหรือชุมชน ในเขตกรุงเทพมีห้องสมุดประชาชนในแต่ละเขตแต่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนหรือไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าอยู่แห่งหนตำบลใด  แต่ในชนบทที่ความเจริญยังเข้าถึงไม่มากหนังสือพิมพ์สักเล่มก็ต้องเดินทางหลายกิโลเมตรเพื่อไปซื้อ บางแห่งต้องรอรถห้องสมุดเคลื่อนที่เข้าไปถึงจะมีหนังสืออ่าน

 

ข้อสี่พ่อแม่ปลูกฝังการรักการอ่าน  ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ครอบครัวส่วนใหญ่ต้องหาเงินทั้งพ่อและแม่ มักจะมีเวลาให้ลูกน้อยลง เพื่อหาเงินให้พอใช้จ่ายต่อเดือน ดูจากตารางข้างล่าง

 

 

แล้วเรามาดูว่า ทำไมหนังสือถึงแพงเมื่อเทียบกับรายรับของคนไทย เมื่อหักลบรายจ่ายเงินที่เหลือเก็บบางครอบครัวต้องไปผ่อนบ้าน รถ คอนโดฯ การจะซื้อหนังสือแต่ละเล่มให้รู้ก็อาจจะเป็นการสิ้นเปลือง และถ้าต้องเอาเวลาพักผ่อนมาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง พ่อแม่บางท่านอาจจะไม่ทำด้วยซ้ำไป

 

ข้อที่ห้าภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาง่าย ในความคิดส่วนตัวของผม ภาษาที่ยากก็จะมีแต่ในตำรา หรือวรรณคดี เพราะงานเขียนในปัจจุบัน ภาษาก็ไม่ได้ต่างไปจากชีวิตประจำวัน แต่เรื่องการสื่อให้ทุกคนเข้าใจ นี้ต้องขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ การคิด ของผู้อ่าน จะให้นักเขียนๆให้เข้าใจหมดทุกคนก็เป็นเรื่องยากอยู่  อย่างนิทานอีสปถ้าไม่มี วลี เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... อาจจะมีการตีความสิ่งที่ได้มาแตกต่างกันไป 

 

ถ้าเราไม่สามารถลดราคาหนังสือได้ พ่อแม่ไม่สามารถแบ่งเวลามาอ่านหนังสือกับลูกได้ หรือรัฐบาลไม่สามารถ งบมาบริหารห้องสมุดประชาชนได้ดี เราอาจจะต้องพึ่งโรงเรียน หรื่อพึ่งตนเอง

ผมคิดวิธีที่ช่วยให้ปัญหาเบาลงได้ ดังนี้

วิธีการแรก ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีวิชาห้องสมุดควรให้เด็กได้อ่านหนังสือเป็นการบ้าน โดยให้เขาเลือกอ่านเอง หรือครูบรรณารักษ์จะแนะนำหนังสือที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน แล้วให้ทำสมุดจดบันทึกการอ่าน เป็นการบ้านเด็กหลายคนอาจจะทำมาแบบขอไปที แต่เราก็จะเจอคนที่สนใจจะอ่านหนังสือ   อย่างในวิชาภาษาไทยหนังสืออ่านนอกเวลา กระทรวงศึกษามักจัดตัดตอนมาใส่ให้ในแบบเรียนแล้ว อาจยกมาตอนหนึ่งหรือบทหนึ่ง ถ้ากระทรวงศึกษาพิมพ์ให้เด็กเป็นเล่มจะเป็นการดีกว่าไหม ด้วยนโยบายหนังสือเรียนยืมเรียน นั้นการพิมพ์หนังสือนอกเวลาให้เด็กยืมอ่าน นอกจากจะพิมพ์ในจำนวนมาก แล้วยังสามารถนำไปไวตามห้องสมุดต่างๆได้เมื่อเรียกเก็บคืน

 

ในชนบทถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐควรต้องพึ่งตนเองด้วยการทำห้องสมุดหมู่บ้านเนื่องจากงบจากรัฐบาลไม่เพียงพอ แต่ละชุมชนควรมีการระดมทุนกันทำห้องสมุดชุมชน จากอาคารที่มีอยู่ เช่น วัด อนามัย เป็นต้น สมมุติ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมี บ้าน 100 หลัง เก็บเดือนละ 20 บาท ต่อหลังจะได้เงินเดือนละ 2,000 บาท  จะได้หนังสือ 5-10 เล่มต่อเดือน แปลว่าห้องสมุดชุมชนนี้จะมีหนังสือใหม่หรือสมัครสมาชิกนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์   หนึ่งปี ก็จะได้เงิน  24,000 บาท ถ้าซื้อหนังสือเล่มละ 200 บาท จะมีหนังสือใหม่ปีละ 120 เล่ม พอชาวบ้านเห็นว่าห้องสมุดนี้เกิดจากเงินของตน ก็จะห่วงแหนห้องสมุด เด็กๆก็จะมีหนังสืออ่าน ถ้าเราใช้พื้นที่วัดทำห้องสมุดนอกจากเด็กๆจะได้อ่านหนังสือยังเข้าวัดบ่อยขึ้นพ่อแม่ที่ว่างจากงานทำไร่ไถนา ก็จะได้เข้าวัดบ่อยขึ้นเพราะต้องพาลูกไป  เด็กก็จะผูกพันธ์กับวัดมากขึ้นเพราะมาเป็นประจำ

 

เมื่อรัฐบาลดันการอ่านเป็นวาระแห่งชาติแล้วควรลงทุนทำรายการทีวีที่ส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง  มีการแนะนำหนังสือ วิจารณ์หนังสือ และความรู้ด้านวรรณคดี  ซึ่งถ้ามีพิธีกรที่ไม่น่าเบื่อ รายการจะยิ่งน่าสนใจ ดูได้จากรายการคุณพระช่วย ที่ส่งเสริมวัฒนธรรม ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ แต่เขาสามารถทำให้คนสนใจและอยากจะไปค้นคว้าต่อได้   ข้อสำคัญไม่ควรออกอากาศในช่อง 11 กับ TPBS เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปิดไปดูช่องนั้น และเวลาออกอากาศควรเป็นช่วงก่อนข่าวภาคค่ำ หรือประมาณหกโมงเย็น สองทุ่มที่ ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อดูโทรทัศน์

 

ดังนั้นแล้วการจะแก้ไขปัญหานี้จะทำโดยคนๆเดียวไม่ได้ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกส่วนเพราะปัญหานี้ไม่สามารถแก้ด้วยคนเดียว ถ้ารัฐ และประชาชนช่วยกันการที่จะสร้างกรุงเทพเป็นเมืองหนังสือก็ไม่ใช่ความฝัน

 

 

 

 

อ้างอิง

การสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.. 2551 http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/theme_2-3-1.html

รายงานเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ พ.. 2551  http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/economic.html

  โดยสำนักสถิติแห่งชาติ

edit @ 9 Oct 2009 11:56:22 by dong=ดอง,โด่ง

edit @ 9 Oct 2009 11:56:36 by dong=ดอง,โด่ง

edit @ 9 Oct 2009 11:57:58 by dong=ดอง,โด่ง

edit @ 9 Oct 2009 11:58:37 by dong=ดอง,โด่ง

edit @ 11 Oct 2009 10:42:14 by dong=ดอง,โด่ง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่สิ่งมีชีวิตใดในโลกชอบอ่านหนังสือไปกว่ามนุษย์อีกแล้ว

หรือมนุษย์เราฝืนธรรมชาติ?

#1 By กัณฐ์ on 2009-10-09 12:09

Hot!

#2 By =] † BB"P † [= on 2009-10-09 12:17

อ่านจบแล้วเยอะซะตาเกือบบอดsad smile

อ่านแล้วตกใจเหมือนกันแฮะ

ปีนี้ผู้หญิงก็อ่านเยอะกว่าผู้ชายแล้วสิ(ดูจากกราฟ)

แต่เราชอบอ่านหนังสือนะ หนังสือสัพเพเหระ ฮ่าๆ

หนังสือเรียนก็ตามอารมณ์(ส่วนใหญ่จะ build ไม่ค่อยขึ้นซะด้วย)sad smile

#3 By PICK on 2009-10-09 12:53

Hot! confused smile
กูเกิ้ลนี่แหละตัวดี อะไรก็กูเกิ้ล เลยไม่ได้เข้าห้องสมุด ฮ่าๆ
เจอเยอะเลยครับ เปิดเน็ตขึ้นมา อ่านหัวข้อเสร็จก็ copy&paste ทันทีโดยไม่ได้อ่านเนื้อหาข้างในด้วยซ้ำว่ามันใช่หรือเปล่า sad smile
ขนาดอินเตอร์เน็ตสะดวกๆ ยังลวกๆ ขนาดนี้ แล้วหนังสือเป็นเล่มๆ ที่ต้องใช้แรงค้นคว้ามากกว่าจะขนาดไหน...

#5 By chubby on 2009-10-09 13:27

ข้อมูลบางส่วนตรงกับเราจัง
" ส่วนใหญ่ก็จะอ่านตอนใกล้จะสอบเท่านั้น "
อินเตอร์เนตก็มีส่วน ไม่อ่าน หาในเนตเอา ฮ่าๆๆๆHot! Hot! Hot!

#6 By กะปิ '' on 2009-10-09 20:36

ผมเลยแหละ ไม่ชอบอ่านหนังสือ อ่านก็แต่การ์ตูน sad smile

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By Captain Stadium on 2009-10-09 21:40

บล็อกนี้จริงจังขึ้นเยอะ
ปิดเทอมเมื่อไหร่ เจอกันหลังไมค์นะจุ๊บๆ

#8 By -JpNc- on 2009-10-09 22:34

เราเป็นคนนึงที่ อ่านหนังสือ แทบจะไม่ได้เลย ถ้าไม่มีภาพ
ถ้าไม่มีภาพนี่รู้สึก แบบ เป็นอะไรที่ทรมานมากกกก...
นิสัยไม่ดีเลย เหอะๆquestion

#9 By Army_WhiteMonkey on 2009-10-09 23:23

ที่นี่..อเมริกา
ถึงแม้จะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี

แต่ทุกคนที่นี่ก็ยังใช้บริการห้องสมุด และอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ

Internet จะถูกใช้ก็เมื่อจำเป็นเท่านั้น

ทำให้รู้สึกแปลกๆ ว่าประเทศเรา ประเทศที่น่าจะมีประชากรที่รักการอ่านจำนวนมากประเทศหนึ่ง
กลับมีน้อยอย่างน่าตกใจ

ทำไมนะsad smile sad smile sad smile

#10 By TaNYa ~ PoNd on 2009-10-11 10:22

ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนซะมากกว่าแฮะ..

#11 By Wpotion&Saymonica on 2009-10-11 14:17

ขอบอกว่า
เอนทรี่นี้อ่านแค่ย่อหน้า และข้ามไปท้ายบทสรุปแต่ล่ะย่อหน้า
แกเขียนยาวโพด อ่านแบบนิสัยเสียเลยเนอะ question

#12 By ผีแอบ on 2009-10-13 10:51

Hot! Hot!

เหอๆ ที่เด็กชนบทไม่คอยได้อย่านหนังสือ เพราะไม่มีหนังสืออ่นนะเราว่า บางตำบลหนังสือให้เด็กอ่านแทบไม่มีเลย พูดแล้วเศร้า

#13 By ปวดตับ on 2009-10-14 23:45

มีการแนะนำหนังสือ วิจารณ์หนังสือ และความรู้ด้านวรรณคดี <<< พยายามอย่างหนักหน่วง -_______-"