‘ผมออกมาเดินเล่นคนเดียวตอนกลางคืนทำไม’ ผมถามตัวเองในตอนนี้ สี่ทุ่มเป็นเวลาที่ควรเข้านอน ออกไปปาร์ตี้ หรือเล่นเฟซบุ๊ค ไม่ใช่ออกมาเดินเล่นในมหาวิทยาลัยอย่างนี้ ผมเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีจดหมาย ถ้าเบื่อผมหรือเหนื่อยผมคงจะกลับไปอาบน้ำนอน แสงไฟจากช็อปเซรามิก สถานที่ผมหมกตัวตลอดวันเพื่อนทำการบ้าน เลยเดินเข้าไปดูว่าใครอยู่ในนั้นอาจเป็นเพื่อนผมบางคนที่ทำงานยังไม่เสร็จเลยมาทำตอนกลางคืนหรือลืมปิดไฟก่อนจะออกจากช็อป ปรากฏว่าข้างในมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนวดดินอยู่ ผมมองเธออยู่หลายวินาที เธอหันมามองผม 

“ดึกดื่นมาทำอะไรที่นี่” เธอถามผมซึ่งที่จริงผมควรจะเป็นคนถามมากกว่า
                “อากาศดีเลยออกมาเดินเล่น เห็นไฟเปิดอยู่เลยว่าจะเดินมาปิดไฟ”  ท่าทีของเธอดูระมัดระวัง คงจะกลัวผมเป็นไอ้หื่นที่คิดจะทำมิดีมิร้ายเธอมั้ง 
                “ฉันกำลังทำทีสิสอยู่ ตอนกลางวันมันร้อนไม่มีสมาธิ เดี๋ยวก็กลับแล้ว --- คุณแค่แวะมาดูก็กลับได้แล้วมั้ง เดี๋ยวฉันปิดไฟเอง”

“จะกลับแล้วเดี๋ยวผมไปส่งก็ได้ มืดแบบนี้เดี๋ยวเดินคนเดียวไม่ดีหรอก ว่าแต่เธอชื่ออะไรปีไหน ฉัน ‘พี’ อยู่ปีสามภาคเซรามิกนี่แหละ”

“งั้นเธอก็เป็นรุ่นน้องฉัน --- ฉันน้ำปีสี่” เสียงเธอดูเป็นมิตรขึ้นเมื่อรู้ว่าผมเป็นรุ่นน้อง แต่ผมไม่ค่อยคุ้นหน้าเธอเลยสงสัยจะไม่เข้ารับน้อง

เมื่อเธอเดินไปเก็บของผมถึงได้เห็นเธอชัดๆ สูงประมาณร้อยหกสิบเซนติเมตร หน้าอกเกือบจะแบนเป็นไม้กระดาน ผมยาวปรกต้นคอ หน้าตาน่ารักแบบสาวชนบทจากภาคกลาง เสื้อผ้ามอมแมมด้วยดินและสีจากการทำงาน เธอปิดไฟแล้วเดินสวนผมออกไปโดยไม่สนใจคำชวนเลย ผมเดินตามเธอไปส่งจนถึงหอพักในมหาวิทยาลัย ตลอดทางมีแต่เสียงลมหายใจของเธอที่ส่งเสียงกระซิบบางเบา แม้ผมจะชวนคุยบ้างเช่น ทำทีสิสอะไร พี่อยู่หอในหอนอก ฯลฯ เธอคงคิดว่าผมไม่มีตัวตนหรือไม่ก็รังเกียจที่จะคุยกับผู้ชายแปลกหน้า

ทำไมภาพของน้ำถึงยังติดอยู่ในสมองของผมหรือว่าสิ่งนี้คือรักแรกพบ  อาจเป็นเพราะการพบกันของเรามันประหลาดอยู่บ้าง ผมจึงนอนกระสับกระส่ายอยู่ทั้งคืนและหลับในเวลาที่แสงเช้ามาถึง

เกือบบ่ายโมงผมงัวเงียแก้ผ้าเปิดฝักบัว ฟังเสียงน้ำพกระทบพื้น น้ำทำให้ผมนึกถึงเธอเมื่อคืน ลึงค์ของผมมันแข็งชูชันรับวันใหม่ตามระบบของร่างกาย ขณะที่ฟอกสบู่ดันไปจินตนาการถึงเธอมานอนยั่วบนเตียง เลยจัดการปล่อยสารคัดหลั่งให้มันไหลลงในท่อน้ำทิ้ง แต่ดูเหมือนว่าผลผลิตมันจะดื้อเลยต้องใช้ฝักบัวฉีดไล่ลงไป กว่าจะแต่งตัว เช็ดหัวเดินทางมาเรียนก็สายไปเกือบสี่สิบนาที ผมรอลิฟท์ขึ้นไปห้องเรียนที่ชั้นห้า ลิฟท์ที่นี้ดูจะขึ้นลงช้ากว่าลิฟท์ที่อื่น ในห้องเรียนมีเพียงไวทบอร์ดกับเก้าอี้คอกสามสิบกว่าตัว ผมคงมาสายเกินไป บนกระดานมีข้อความเขียนด้วยลายมืออาจารย์ที่คุ้นเคย ‘‘การบ้าน ทำภาชนะ 1 ชิ้น 20 คะแนน ส่งก่อนสอบ ^3^ by จารย์ต่อ’’ เพื่อนคนอื่นๆ คงไปเตรียมตัวทำการบ้านกันหมดแล้ว เพราะอีกแค่สองสัปดาห์ก็สอบปลายภาคแล้ว โจทย์ไม่ได้ยากเลยแต่ไม่รู้จะทำอะไร ผมกลับมาที่ห้อง นอนคิดนั่งคิดแล้วก็หลับไป

น้ำเธออยู่ที่เดิมกำลังขึ้นรูปอะไรสักอย่าง ร่างเปลือยเปล่าของเธอ ผมเห็นทุกโค้งทุกเส้น พื้นผิวที่เรียบเนียนปราศจากรอยอะไร และหัวนมของเธอที่โดดเด่นสะดุดตาจากร่างกายเปลือยเปล่า เธอหันมาสบตาผมและยิ้มให้อย่างขวยเขิน ผมรู้ดีว่ามันคือความฝันที่น่าจะทำได้ทุกอย่าง แต่ผมกลับทำได้แค่สบตาเธออยู่อย่างนั้น คงเป็นอีกวันที่ต้องช่วยตัวเอง

หลังจากนั้นผมก็ออกมาเดินเล่นทุกคืน เพื่อมาพบเธอและทำการบ้านไปพร้อมกัน เวลาหนึ่งสัปดาห์ผมกับเธอเริ่มสนิทใจกันมากขึ้น น้ำจะคอยแนะนำผมเสมอตอนที่เธอว่างหรือขี้เกียจทำทีสิสต่อ ผมก็ปั้นมันสารพัด ถ้วย ไห ชาม จาน แก้ว เมื่อเผาออกมามันก็เสียเกือบหมด คือมันไม่ถูกใจผม บางชิ้นก็แตกร้าวไปเลย การปั้นที่ว่ายากแล้วพอมาเจอขั้นตอนการเผามันยากกว่าเยอะเลย น้ำบอกผมว่าดินที่ผมเอามาใช้มันไม่ดี แล้วผมก็ใช้ไฟแรงเกินไป สำหรับภาชนะบางๆเหล่านี้ ทุกคนหลังจากออกจากช็อปเราจะไปกินข้าวกัน ไม่ก็กินนมปั่นข้างๆ มหาวิทยาลัย ใครเห็นอาจจะคิดว่าเราเป็นคู่รักกัน ผมก็หวังเช่นนั้น เวลาแค่สัปดาห์เดียวคงเป็นแบบนั้นไม่ได้ และอีกเดี๋ยวเธอก็เรียนจบแล้ว

เหลือเวลาอีกสามคืนก่อนจะส่งงาน ผมก็อยู่กับเธอเช่นเคยทำงานแต่มันต่างออกไปเพราะหลังเลิกงานเธอชวนผมไปกินเบียร์ ที่ร้านริมหาด เธอบอกว่าอยากพักผ่อนบ้าง ผมก็ไมได้ดื่มนานแล้วไปกินเบียร์ก็ดี

“ชอบเราหรอถึงมาหาทุกวัน” เธอถามหลังจากเบียร์หมดไปสี่ขวด ผมกระดกหมดแก้ว

        “ไม่ได้ชอบแค่อยากเจอหน้าทุกวันเพราะอีกเดี๋ยวก็ไม่ได้เจอกันแล้ว” ผมหันไปสั่งเบียร์อีกสามขวดกะว่าคืนนี้คงต้องเมาแล้วแหละ เธอดื่ม ผมดื่ม ไม่มีการสนทนาใดผ่านภาษาพูดเธอบอกว่าอยากไปช็อปจะทำงานต่อ ผมไปกับเธอ ไปทำงานให้เสร็จสิ้นเสียในคืนนี้

                พอถึงช็อปยังไม่ทันได้ทำอะไรเธอเดินเข้ามาโอบกอดผม--- ปากของเราประกบกันลิ้นพัวพันนัวเนียเหมือนปลากัดผสมพันธุ์  ผมสอดมือเข้าไปในเสื้อของเธอ เธอใช้เล็บจิกหลังผม --- เหมือนความฝัน

‘น้ำเธออยู่ที่เดิมกำลังขึ้นรูปอะไรสักอย่าง ร่างเปลือยเปล่าของเธอ ผมเห็นทุกโค้งทุกเส้น พื้นผิวที่เรียบเนียน รอยแผลเป็นที่หัวไหล่  และหัวนมของเธอที่โดดเด่นสะดุดตาจากร่างกายเปลือยเปล่า เธอหันมาสบตาผมและยิ้มให้อย่างขวยเขิน’

ผมตื่นขึ้นมาด้วยร่างเปลือยเปล่า ตรงหน้าผมมีจานสีแดงอ่อนเส้นกว้างประมาณหนึ่งเมตร ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่ผลงานของผมแน่ๆ บนจานมีน้ำรักเปรอะเปื้อนเป็นคาบที่เช็ดอย่างไรก็ไม่ออกราวกับรอยสักบนใบหน้าของชนพื้นเมือง

ผลงานของผมถูกนำมาจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับนักศึกษาปีสามอย่างผม ที่การบ้านกลายมาเป็นผลงานที่สนใจของวงการศิลปะ ตัวผมก็กลายเป็นศิลปินรุ่นใหม่ของวงการเซรามิก ผมได้แต่จ้องมองจานสีแดงอ่อนใบนั้น

จานใบนั้นถูกยกทุ่มลงพื้นแตกสลายพร้อมกันนั้นเอง ตัวตนที่ถูกแบ่งของผมได้ย้อนกลับคืนสู่ภาชนะที่กลวงเปล่า เศษจานเซรามิกกระจายเต็มพื้นปูนขัดสีขาวหม่น ถ้ามองดูจากมุมสูงจะคล้ายภาพสีน้ำ ‘กลีบซากุระบนพื้นหิมะ’ ของศิลปินพม่าคนหนึ่งที่ผมไม่ได้จดจำชื่อ เธอได้นำเศษเสี้ยวของผมติดตัวไปด้วย ซึ่งเศษเสี้ยวที่ว่านี้รู้สึกได้ว่าจะไม่มีทางได้กลับคืนมา ผมมองดูซากเซรามิกที่ก่อนหน้านี้มันเป็นงานศิลปะที่อยู่แท่นตรงหน้า

ผมก้มลงเก็บเศษเสี้ยวทั้งหมดทุกชิ้นทุกเม็ดฝุ่นของมันเพื่อสร้างภาชนะใบนั้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

edit @ 6 Aug 2013 21:57:48 by dong=ดอง,โด่ง

ฉันออกจากห้องมาในวันที่อากาศร้อนเป็นปกติของบางแสน เสื้อยืดและกระโปรงยาวคือเครื่องแบบของฉันในวันที่จะไปนั่งอ่านหนังสือใต้ร่มไม้บนสนามหญ้าในสวนเงียบเพียงลำพัง ในกระเป๋าฉันมีสมุดบันทึกไว้จดข้อความที่ชอบลงในนั้น 

‘คาสึฟุมิโอบไหล่ฉันขณะที่เราเริ่มเดินลงไปตามทางสู่สถานีคินเทตสึนารา ปล่อยมือเหอะ ร้อน ฉันพูดพลางเลื่อนมือไปโอบรอบเอวของคาสึมฟุมิ’ – วิทยุหน้าร้อน : ความไม่เรียบของความรัก : ฮิโรมิ คาวามคาม

ฉันชอบประโยคนี้มาก มันเป็นส่วนหนึ่งของย่อหน้าสุดท้ายในเรื่องสั้นเรื่องแรกในหนังสือ ‘ความไม่เรียบของความรัก’ เป็นรวมเรื่องสั้นของฮิโรมิ คาวาคามิ ฉันไม่เคยอ่านงานของเขามาก่อนเลยแต่ที่ซื้อมาก็เพราะชอบชื่อหนังสือกับปกสีน้ำทะเลกับภาพลายเส้นสิ่งของน่ารักๆ บ่งบอกว่าเป็นหนังสือญี่ปุ่นแน่ๆ ฉันนยิ่งเป็นพวกสะสมของพวกนี้ด้วยสิ เห็นแล้วอดซื้อไม่ได้ทุกที ถึงจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย แต่ก็ซื้อมาทุกที 

ความรักมักจะขรุขระเสมอ ฉันก็รู้สึกอย่างนั้น ถ้ามันเรียบคงน่าเบื่อมากๆ ชีวิตคงจะไม่มีอะไรตื่นเต้นเลยมั้ง พอได้อ่านก็เริ่มรู้สึกว่าผู้หญิงญี่ปุ่นก็เยอะเหมือนกัน(หัวเราะ) แต่ไม่ว่าจะประเทศไหนผู้หญิงก็จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกอยู่แล้วแหละ (จริงมั้ย) เรื่องสั้นทั้ง 23 เรื่อง แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงทุกคนเป็นคนเดียวกัน แม้ความรักของแต่ละนางจะไม่เหมือนกันก็เถอะนะแต่รอยยิ้มและความเศร้าสีสว่างของพวกเธอทำให้ฉัน อิ่มใจเหมือนลืมตาตื่นขึ้นมาในสนามหญ้าที่แดดเช้าเป็นคนปลุกฉันให้ตื่นจากความฝันมาพบกับความจริงที่เหมือนความฝัน เพราะหลายเรื่องราวฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงกับฉันหรือคนที่ฉันรู้จัก แม้ว่าประกายแสงจากหยดน้ำตามันจะสวยงามสักเท่าไหร่ก็ตามฉันก็ไม่ชอบมันอยู่ดี ความงามของความเศร้าเนี่ย ถ้าเลือกได้ไม่ขอเศร้าดีกว่า (เนอะ)

พอเงยหน้าออกจากหนังสือฉันเห็นแต่คู่รักเดินผ่านหน้าไป... อิจฉาจัง ฉันคิดมาตลอดว่าก่อนเรียนจบมหาลัย ฉันคงจะได้มีความรักเหมือนคนอื่นๆ เขาบ้าง แต่อยู่มาสองปีแล้วยังไม่มีสักที คนที่ฉันแอบชอบ ฉันก็แอบอยู่อย่างนั้นจนเขามีแฟน ไม่ได้เสียใจนะแต่น้ำตามันซึมๆ แล้วฉันก็เลิกชอบเขา เฮ้อ ถอนหายใจอีกแล้วอายุฉันหายไปกี่วันแล้วเนี่ย คงจะเหมือนอย่างชื่อหนังสือที่ว่าในความรักมีความไม่เรียบอยู่ แต่ไอ้ความไม่เรียบนี้แหละมั้งที่เป็นความงามของมัน เป็นสิ่งที่เรารักในความรัก ฉันว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ความรักเป็นความรัก

edit @ 4 Mar 2013 21:23:43 by dong=ดอง,โด่ง

edit @ 7 Mar 2013 17:21:50 by dong=ดอง,โด่ง

edit @ 16 Mar 2013 00:43:21 by dong=ดอง,โด่ง